ม.ค. 2569

สรุปมาให้ วิธีรักษาโรคหัวใจและค่าใช้จ่ายที่ควรรู้

"โรคหัวใจ" ยังคงเป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพที่ควรให้ความใส่ใจ แต่ด้วยวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป ทั้งความเครียด การรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสม รวมถึงการขาดการออกกำลังกาย ล้วนเป็นปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ ทำให้ผู้คนจำนวนมากต้องเผชิญกับความท้าทายทั้งด้านสุขภาพและภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล ดังนั้น การศึกษาและทำความเข้าใจเกี่ยวกับการรักษาโรคหัวใจและค่ารักษาที่อาจเกิดขึ้น จะช่วยให้สามารถเตรียมพร้อมด้านการเงินและรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันได้อย่างมั่นใจ
บทความนี้.. มีอะไรบ้าง


ทำความเข้าใจโรคหัวใจและประเภทของการรักษา

โรคหัวใจ คือ ภาวะที่ส่งผลกระทบต่อการทำงานของหัวใจ ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้าง การทำงานของหลอดเลือด หรือระบบไฟฟ้าในหัวใจ ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ โดยโรคหัวใจมีหลายประเภท แต่ที่พบบ่อยและเป็นที่รู้จักกันดี ได้แก่


1. โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ (Coronary Artery Disease - CAD)

โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ เกิดจากการสะสมของไขมันและคราบหินปูนในหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ ทำให้หลอดเลือดตีบแคบ หรือเกิดการอุดตัน ซึ่งจะทำให้การไหลเวียนของเลือดไม่สะดวก หรือเลือดไม่สามารถไปเลี้ยงหัวใจได้อย่างเต็มที่ โดยวิธีการรักษา ได้แก่

  1. การใช้ยา เช่น ยาลดความดันโลหิต ยาละลายลิ่มเลือด และยาควบคุมระดับคอเลสเตอรอล เพื่อช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ
  2. การทำหัตถการ เช่น การขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูน (Angioplasty) เพื่อเปิดหลอดเลือดที่ตีบตัน
  3. การผ่าตัดบายพาส โดยหากโรคหลอดเลือดหัวใจมีความรุนแรง อาจจำเป็นต้องทำการผ่าตัดบายพาสหัวใจ (CABG) เพื่อสร้างทางเลือกใหม่ในการไหลเวียนเลือด


2. โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Arrhythmia)

โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ เป็นภาวะที่หัวใจเต้นไม่ปกติ เช่น เร็วเกินไป ช้าเกินไป หรือเต้นไม่สม่ำเสมอ ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของระบบไฟฟ้าในหัวใจ ส่งผลให้หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยวิธีการรักษา ได้แก่

  1. การใช้ยา โดยเน้นใช้ยาที่ช่วยควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจ เช่น ยาควบคุมจังหวะหัวใจ หรือยาช่วยยับยั้งภาวะหัวใจเต้นเร็ว
  2. การฝังเครื่องกระตุ้นหัวใจ (Pacemaker) ในกรณีที่ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะไม่สามารถควบคุมได้ด้วยยา อาจต้องฝังเครื่องกระตุ้นหัวใจเพื่อช่วยให้หัวใจเต้นในจังหวะที่ปกติ
  3. การจี้ไฟฟ้าหัวใจ (Radiofrequency Ablation) โดยการใช้คลื่นวิทยุในการทำลายเนื้อเยื่อที่ทำให้เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ


3. โรคลิ้นหัวใจ (Valvular Heart Disease)

โรคลิ้นหัวใจ เกิดจากลิ้นหัวใจทำงานผิดปกติ ซึ่งอาจทำให้ลิ้นหัวใจไม่เปิด หรือไม่ปิดสนิท ทำให้เลือดในหัวใจไหลเวียนได้ไม่ดี และส่งผลต่อการทำงานของหัวใจ โดยวิธีการรักษา ได้แก่

  1. การรักษาด้วยยา เช่น ยาลดความดันโลหิต หรือยาเพื่อควบคุมการเต้นของหัวใจ
  2. การผ่าตัดซ่อมลิ้นหัวใจ หากลิ้นหัวใจเสียหายมากอาจจำเป็นต้องทำการผ่าตัดเพื่อซ่อมแซม หรือเปลี่ยนลิ้นหัวใจ
  3. การใส่เครื่องมือ เช่น การใส่เครื่องช่วยลิ้นหัวใจที่ผิดปกติ


4. โรคกล้ามเนื้อหัวใจ (Cardiomyopathy)

โรคกล้ามเนื้อหัวใจ เป็นภาวะที่กล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแอ หนาตัว หรือแข็งตัวผิดปกติ ทำให้หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยวิธีการรักษา ได้แก่

  1. การใช้ยา เช่น ยาลดความดันโลหิต ยาเพิ่มประสิทธิภาพการบีบตัวของหัวใจ
  2. การผ่าตัด โดยหากจำเป็นอาจมีการฝังเครื่องช่วยการทำงานของหัวใจ หรือการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ
  3. การปลูกถ่ายหัวใจ หากกล้ามเนื้อหัวใจเสื่อมสภาพจนไม่สามารถทำงานได้แล้วอาจจำเป็นต้องทำการปลูกถ่ายหัวใจ


5. โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด (Congenital Heart Disease)

โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด เป็นความผิดปกติของโครงสร้างหัวใจที่เกิดขึ้นตั้งแต่แรกเกิด ซึ่งทำให้การทำงานของหัวใจไม่เป็นปกติ โดยวิธีการรักษา ได้แก่

  1. การรักษาด้วยยา โดยยาบางชนิดจะช่วยควบคุมอาการที่เกิดจากความผิดปกติ
  2. การผ่าตัด ในบางกรณีที่โรคมีความรุนแรง อาจต้องทำการผ่าตัดเพื่อซ่อมแซมโครงสร้างหัวใจ



วิธีรักษาโรคหัวใจและประมาณการค่าใช้จ่าย

แนวทางการรักษาโรคหัวใจมีหลายวิธี ขึ้นอยู่กับประเภทของโรคและความรุนแรงของอาการ ทำให้ค่ารักษาโรคหัวใจมีความแตกต่างกัน โดยสามารถแบ่งออกเป็นหลายวิธีดังนี้


1. การรักษาเบื้องต้นและปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น การควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย การลดความเครียด จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจในระยะยาว อีกทั้งยังสามารถช่วยให้การรักษาโรคหัวใจมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยค่าใช้จ่ายส่วนนี้ค่อนข้างต่ำ ส่วนมากจะมีแค่ค่าปรึกษาแพทย์ หรืออาจมีค่ายาในการรักษา


2. การรักษาโดยหัตถการ (Interventional Procedures)

วิธีรักษาโรคหัวใจด้วยหัตถการ สามารถช่วยเปิดหลอดเลือดที่ตีบตัน หรือจัดการกับจังหวะการเต้นผิดปกติของหัวใจ ทำให้มีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น โดยมีรายละเอียดดังนี้

  1. การฉีดสีและขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูน (Angioplasty)

๐ ค่าใช้จ่าย : ประมาณ 54,000-250,000 บาท*

  1. การจี้ไฟฟ้าหัวใจ (Radiofrequency Ablation)

๐ ค่าใช้จ่าย : ประมาณ 150,000-250,000 บาท*

  1. การฝังเครื่องกระตุ้นหัวใจ (Pacemaker Implantation)

๐ ค่าใช้จ่าย : ประมาณ 100,000-430,000 บาท*


3. การผ่าตัดรักษาโรคหัวใจ (Surgical Treatment)

สำหรับกรณีที่โรคหัวใจมีความรุนแรง หรือไม่สามารถรักษาด้วยวิธีอื่นได้ การผ่าตัดมักเป็นทางเลือกที่จำเป็น โดยมีรายละเอียดของค่ารักษาโรคหัวใจด้วยการผ่าตัดโดยประมาณดังนี้

  1. การผ่าตัดบายพาสหัวใจ (CABG)

๐ ค่าใช้จ่าย : ประมาณ 390,000-1,400,000 บาท*

  1. การผ่าตัดเปลี่ยน หรือซ่อมลิ้นหัวใจ

๐ ค่าใช้จ่าย : ประมาณ 800,000-1,400,000 บาท*


4. การฟื้นฟูหัวใจ (Cardiac Rehabilitation)

การฟื้นฟูหัวใจหลังการรักษาหรือการผ่าตัดหัวใจ มีค่าใช้จ่ายที่ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ป่วย เช่น การออกกำลังกาย หรือการฝึกการหายใจเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของหัวใจ ซึ่งมักจะมีค่าใช้จ่ายหลากหลาย ตั้งแต่หลักพันจนถึงหลักหมื่น


*ค่ารักษาโรคหัวใจอาจแตกต่างกันมากแม้จะเป็นการรักษาประเภทเดียวกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับระดับความซับซ้อนในการรักษา รวมถึงสถานพยาบาลที่ทำการรักษา ก่อนทำการรักษาจึงควรตรวจสอบแพ็กเกจราคาและตัดสินใจเลือกให้ดีเสียก่อน


อาการและสัญญาณเตือนของโรคหัวใจที่ควรรีบไปพบแพทย์

การรู้จักอาการเตือนล่วงหน้าของโรคหัวใจและเข้าถึงการรักษาได้อย่างรวดเร็ว จะช่วยลดความเสียหายและเพิ่มโอกาสในการรักษาให้หายขาด โดยอาการที่ควรสังเกตและรีบพบแพทย์ ได้แก่


  1. เจ็บหน้าอก รู้สึกแน่น อึดอัด เหมือนมีอะไรมาบีบรัดหรือกดทับบริเวณกลางหน้าอก อาจร้าวไปที่แขนซ้าย คอ กราม หรือหลัง โดยเฉพาะเมื่อออกแรง หรือมีอาการขณะพัก
  2. หายใจหอบเหนื่อยง่ายผิดปกติ แม้ทำกิจกรรมที่ไม่หนัก หรือเหนื่อยขณะพัก
  3. ใจสั่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ อาจจะเร็วเกินไป ช้าเกินไป หรือเต้นไม่สม่ำเสมอ เป็น ๆ หาย ๆ
  4. อ่อนเพลีย เหนื่อยล้าง่าย โดยไม่ทราบสาเหตุชัดเจน หรือมีอาการมานาน
  5. ขา เท้า หรือข้อเท้าบวม
  6. เวียนศีรษะ หน้ามืด เป็นลม เกิดจากเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ
  7. เหงื่อออกท่วมตัวโดยไม่มีสาเหตุ เช่น ไม่ออกกำลังกาย หรืออากาศไม่ร้อน


หากมีอาการเหล่านี้ ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยเพื่อหาวิธีรักษาโรคหัวใจ และเข้ารับการรักษาโดยเร็วที่สุด เพราะการตรวจพบและรักษาได้ทันเวลาจะช่วยลดความรุนแรงของโรคและเพิ่มโอกาสในการรักษาให้หายขาดได้


วางแผนชีวิตที่มั่นคง ป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ด้วยประกันโรคร้ายแรงจาก MTL

แม้การดูแลสุขภาพให้ดีจะช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ แต่ความไม่แน่นอนของชีวิตอาจทำให้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรักษาโรคหัวใจเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องได้รับการดูแลอย่างทันท่วงที และมักมาพร้อมภาระค่าใช้จ่ายที่หนักหน่วง


ดังนั้น การทำประกันโรคร้ายแรงล่วงหน้า เป็นตัวช่วยสำคัญให้ไม่ต้องกังวลกับภาระค่าใช้จ่ายการรักษาพยาบาลที่สูงขึ้นทุกปี และเข้าถึงกระบวนการรักษาที่เหมาะสมทันที เพิ่มความมั่นใจได้มากขึ้นเมื่อเกิดเหตุการณ์ในวันที่ไม่คาดคิด โดยประกันสุขภาพโรคร้ายแรงจากเมืองไทยประกันชีวิต (MTL) เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ช่วยปกป้องคุณจากโรคร้ายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมและเลือกแผนที่เหมาะกับคุณได้ง่าย ๆ ที่เว็บไซต์ พร้อมกดซื้อได้สะดวกตลอด 24 ชั่วโมง


ข้อมูลอ้างอิง

  1. อัตราค่าบริการ. สืบค้นเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2568 จาก https://heart.kku.ac.th/index.php?option=com_content&view=article&id=187&Itemid=1333
  2. แพ็กเกจและโปรโมชั่น. สืบค้นเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2568 จาก https://www.bangkokhospital.com/th/bangkok-heart/package
  3. แพ็กเกจศูนย์โรคหัวใจ. สืบค้นเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2568 จาก https://www.rajthanee.com/th/promotions-and-packages/cardiac-pack/

หมวดหมู่ :
โรคร้ายแรง
ดูบทความอื่นที่เกี่ยวข้อง :
ทำประกันโรคร้ายแรง