ม.ค. 2569

วางแผนการเงิน ลดภาระเพื่ออนาคต เลือกประกันชีวิตแบบไหนดี

หลายคนมักมองว่าประกันชีวิตคือค่าใช้จ่ายที่ยังไม่จำเป็นในตอนนี้ แต่ความจริงแล้วประกันชีวิตไม่ได้มีหน้าที่แค่ให้การคุ้มครองชีวิต แต่ยังเป็นการจัดการความเสี่ยงของภาระที่อาจทิ้งไว้หากวันหนึ่งคุณไม่อยู่ เช่น ภาระหนี้บ้าน รถ ค่าดูแลลูก หรือแม้แต่พ่อแม่ที่เกษียณแล้ว โดยเฉพาะในยุคสมัยปัจจุบันที่ค่าใช้จ่ายสูงขึ้นและความไม่แน่นอนในชีวิตก็เพิ่มมากขึ้น
บทความนี้.. มีอะไรบ้าง


เพราะ "อนาคต" เป็นสิ่งไม่แน่นอน การเลือกประกันชีวิตให้เหมาะกับ "ภาระ" และ "เป้าหมายชีวิต" จึงเป็นเรื่องที่ควรพิจารณาให้รอบคอบ


ซื้อประกันชีวิตแบบไหนดี เริ่มจากถามตัวเองว่ามีภาระอะไรบ้าง

ก่อนเลือกประกันชีวิต ลองถามตัวเองว่า "หากเกิดอะไรขึ้นมา ใครจะได้รับผลกระทบ ?" ซึ่งการประเมินภาระที่มีอยู่ในปัจจุบันจะช่วยให้สามารถเห็นภาพชัดเจนขึ้น เช่น


  1. ภาระหนี้สิน หากมีสินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถยนต์ หรือหนี้ที่ยังคงผ่อนชำระอยู่ เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้น คนในครอบครัวจะต้องรับภาระหนี้เหล่านี้ต่อ
  2. ภาระเลี้ยงดูครอบครัว หากเป็นหัวหน้าครอบครัวหลัก มีคู่สมรสและบุตรที่ต้องดูแล ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดู การศึกษาของลูก รวมถึงค่าใช้จ่ายประจำวันของครอบครัวจะเป็นภาระที่สำคัญ
  3. ภาระดูแลผู้สูงอายุ ในยุคที่สังคมไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ หลายคนต้องรับภาระในการดูแลพ่อแม่ที่เกษียณแล้ว ทั้งค่ารักษาพยาบาล ค่าใช้จ่ายประจำวัน และการดูแลอื่น ๆ


การทำความเข้าใจภาระที่มีอยู่จะช่วยให้ตัดสินใจได้ว่าควรเลือกประกันชีวิตแบบไหนดีเพื่อให้ตอบโจทย์กับความต้องการ สามารถดูแลคนข้างหลังได้อย่างครอบคลุม และควรมีจำนวนทุนประกันเท่าไรให้เหมาะกับความสามารถทางการเงินในปัจจุบัน


ประกันชีวิตมีกี่ประเภท เลือกแบบไหนดี

เมื่อเข้าใจภาระและความต้องการแล้ว ขั้นตอนถัดไปคือการเลือกประเภทประกันชีวิตที่เหมาะสม โดยสามารถแบ่งประเภทหลักออกได้ ดังนี้


1. ประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลา (Term Life Insurance)

ประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลา จะให้การคุ้มครองเป็นช่วงเวลาตามที่กำหนด เช่น 5 ปี 10 ปี หรือ 20 ปี โดยมีข้อดีคือ มีเบี้ยประกันภัยไม่แพง ซึ่งแม้จะไม่ได้รับเงินคืนเมื่อครบกำหนดสัญญา แต่ให้ทุนประกันสูง หากเสียชีวิตระหว่างคุ้มครอง จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสำหรับผู้ที่มีภาระหนี้สิน เช่น บ้าน หรือรถ และต้องการแผนสำรองให้คนข้างหลัง โดยเฉพาะในช่วงวัยทำงานที่ยังมีรายได้หลัก


2. ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ (Whole Life Insurance)

ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ ให้การคุ้มครองระยะยาว โดยอาจจนถึงอายุ 88, 99 ปี แล้วแต่เงื่อนไขในกรมธรรม์ ลักษณะเด่นคือการจ่ายเบี้ยประกันภัยช่วงหนึ่ง แต่ได้รับการคุ้มครองยาว โดยบริษัทประกันภัยจะจ่ายเงินครบให้หากผู้เอาประกันภัยยังมีชีวิตอยู่จนครบกำหนดสัญญา หรือหากเสียชีวิตในระหว่างสัญญา บริษัทประกันจะจ่ายเงินเอาประกันภัยให้แก่ผู้รับประโยชน์ตามที่ผู้เอาประกันภัยกำหนดไว้ จึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการวางแผนมรดก หรือมีภาระดูแลครอบครัวระยะยาวและต้องการสร้างความมั่นคงให้ครอบครัว เนื่องจากให้การคุ้มครองที่ยาวนาน หากเสียชีวิตก็ยังได้รับเงินโดยไม่ทิ้งภาระไว้ให้คนข้างหลัง


3. ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ (Endowment Life Insurance)

ให้การคุ้มครองชีวิต พร้อมมีเงินคืนระหว่างสัญญาและได้รับเงินเมื่อครบกำหนด เช่น เมื่ออายุ 60 หรือ 65 ปี จึงช่วยในการออมเงินแบบมีวินัย เพราะต้องจ่ายเบี้ยประกันภัยเป็นประจำ จึงเหมาะสำหรับผู้ที่มีภาระเลี้ยงดูครอบครัวและอยากออมเงินไปด้วย เพื่อสร้างเงินก้อน เช่น ค่าการศึกษาของลูก เงินเกษียณ หรือเงินสำหรับแผนการในอนาคต


4. ประกันชีวิตแบบบำนาญ (Annuity Insurance)

ประกันชีวิตแบบบำนาญ (Annuity Insurance) เป็นประกันที่มุ่งเน้นให้การคุ้มครองชีวิตระยะยาว พร้อมจ่ายเงินบำนาญหลังเกษียณ โดยบริษัทประกันฯ จะเริ่มจ่ายเงินคืนตามกรมธรรม์ให้ตั้งแต่เมื่อถึงอายุที่กำหนด เช่น 60 ปี หรือ 65 ปี ประกันชีวิตแบบบำนาญจะช่วยให้ได้รับเงินประจำปี หรือ เดือนตามสัญญาไปจนกว่าจะครบอายุที่กำหนด เช่น 80 ปี หรือ 90 ปี จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการมีรายได้ที่แน่นอนหลังเกษียณ เพื่อไม่ให้เป็นภาระลูกหลานในยามแก่เฒ่าที่อาจทำงานหาเงินด้วยตัวเองไม่ได้แล้ว



เลือกประกันชีวิตให้คุ้มค่า ต้องพิจารณาอะไรบ้าง

การตัดสินใจเลือกประกันชีวิตแบบไหนดี ? ควรพิจารณาจากหลายปัจจัยร่วมกัน เพื่อให้ได้ประกันชีวิตที่เหมาะสมและคุ้มค่าที่สุด


1. งบประมาณเบี้ยประกันภัย

การเลือกเบี้ยประกันภัย เป็นปัจจัยที่สำคัญในการตัดสินใจเลือกประกันชีวิต เนื่องจากเบี้ยประกันภัย คือตัวเลขที่ต้องจ่ายทุกเดือน หรือทุกปี จึงต้องพิจารณาจากรายได้และค่าใช้จ่ายที่มีอยู่ประจำให้รอบคอบ โดยเบี้ยประกันภัยไม่ควรเกิน 10-15% ของรายได้และควรเป็นจำนวนที่สามารถจ่ายได้ในระยะยาว เพื่อไม่ให้กรมธรรม์สิ้นสุดลงกลางคัน รวมถึงต้องคำนึงถึงการวางแผนการเงินในอนาคต ไม่ให้กระทบกับคุณภาพชีวิตและการใช้จ่ายในเรื่องอื่น แนะนำให้เลือกเบี้ยประกันภัยที่ไม่สูงเกินไปในตอนเริ่มต้นและควรเลือกประกันที่มีความคุ้มครองพอดีและเหมาะสมกับสถานการณ์การเงิน


2. ระยะเวลาคุ้มครอง

ควรพิจารณาว่าต้องการการคุ้มครองนานแค่ไหน หากต้องการให้ครอบคลุมภาระหนี้ที่ต้องใช้เวลาผ่อนชำระ 20 ปี การเลือกแผนที่คุ้มครองอย่างน้อย 20 ปี ก็เพียงพอ แต่สำหรับผู้ที่ต้องการสร้างความมั่นคงในระยะยาว ก็อาจเลือกประกันชีวิตที่ให้การคุ้มครองยาวไปจนถึงอายุ 99 ปี โดยระยะเวลาคุ้มครองควรสอดคล้องกับเป้าหมายชีวิตและความต้องการทางการเงินที่คาดหวัง


3. มูลค่าความคุ้มครอง

มูลค่าความคุ้มครอง คือจำนวนเงินที่บริษัทประกันจะจ่ายให้แก่ผู้รับผลประโยชน์ในกรณีที่ผู้เอาประกันภัยเสียชีวิต โดยคำนวณจากค่าใช้จ่ายรายเดือนและหนี้สินที่มีอยู่ ให้เหมาะสมกับอายุและระยะเวลาที่ต้องการคุ้มครอง เพื่อให้ครอบครัวยังดำเนินชีวิตต่อไปได้แม้คุณจะไม่อยู่


4. ความยืดหยุ่นในการรับเงินคืน

บางประเภทของประกันชีวิต เช่น ประกันแบบสะสมทรัพย์ หรือประกันชีวิตแบบบำนาญ สามารถให้เงินคืน หรือเงินบำนาญ ได้ตามระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว ทำให้นำเงินมาใช้ได้ในชีวิตประจำวันและในกรณีฉุกเฉิน


5. ความน่าเชื่อถือของบริษัท

การเลือกบริษัทประกันที่มีความน่าเชื่อถือและมั่นคงทางการเงินเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด บริษัทประกันจะต้องจ่ายเงินตามสัญญาที่ได้ตกลงไว้ จึงควรเลือกบริษัทประกันที่มีความมั่นคงทางการเงิน มีประวัติการจ่ายค่าสินไหมทดแทนที่ดี ได้รับการรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มั่นใจว่าจะได้รับเงินทุนประกันตามที่สัญญาไว้


ช่วงเวลาจ่ายเบี้ยประกันภัยกับระยะเวลาการคุ้มครอง เลือกแบบไหนให้เหมาะสม

การเลือกช่วงเวลาจ่ายเบี้ยฯ และระยะเวลาการคุ้มครองของประกันชีวิตมีความสำคัญในการวางแผนทางการเงินระยะยาว เพราะทั้งสองปัจจัยนี้จะมีผลโดยตรงต่อความคุ้มค่าในการลงทุนและความสามารถในการจ่ายเบี้ยประกันภัยในระยะยาว โดยทั่วไปแล้วประกันชีวิตอาจมีการกำหนดระยะเวลาในการจ่ายเบี้ยประกันภัยและระยะเวลาคุ้มครองที่แตกต่างกัน ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็นตัวอย่าง เช่น ประกันชีวิตแบบ 10/10 ซึ่งเป็นการจ่ายเบี้ยประกันภัย 10 ปี และรับความคุ้มครอง 10 ปี ตั้งแต่เริ่มทำประกันภัย ซึ่งเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการการคุ้มครองในระยะสั้น เหมาะสำหรับผู้ที่มีภาระในช่วงเวลา 10 ปี เช่น การชำระหนี้บ้าน รถยนต์ หรือการส่งเสียเลี้ยงดูบุตร


ประกันชีวิตไม่ใช่เรื่องไกลตัวและไม่ใช่แค่การซื้อความคุ้มครอง แต่คือการเตรียมแผนสำรองหากคุณไม่สามารถดูแลคนที่คุณรักได้อีกต่อไป ยิ่งมีภาระมากเท่าไร ยิ่งควรเลือกประกันชีวิตให้เหมาะกับสถานการณ์ หากกำลังมองหาแบบประกันชีวิต 10/10 ที่ไหนดีที่ตอบโจทย์เป้าหมายชีวิต ขอแนะนำ Happy Life Protect 10/10 จากเมืองไทยประกันชีวิต (MTL) ประกันชีวิตที่จ่ายเบี้ยฯ 10 ปี และรับความคุ้มครองได้ตลอดระยะเวลา 10 ปี ตั้งแต่วันแรกที่ทำประกัน ด้วยเบี้ยประกันภัยที่จ่ายน้อยแต่ให้ความคุ้มครองสูง คุ้มครองการเสียชีวิตจากการเจ็บป่วย หรืออุบัติเหตุ โดยสามารถรับความคุ้มครองตามทุนชีวิตที่เลือก (5 แสน - 3 ล้านบาท) เหมาะสำหรับผู้ที่มีภาระครอบครัว หรือกำลังวางแผนเก็บเงินส่งต่อให้ลูก หรือคนที่รักในอนาคต เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในระยะเวลาหนึ่ง โดยสามารถอ่านรายละเอียดแผนประกันเพิ่มเติม เช็กเบี้ย และซื้อประกันได้ตลอด 24 ชั่วโมงผ่านช่องทางออนไลน์ของเรา


* รายละเอียดอาจแตกต่างกันไปตามกรมธรรม์ โปรดศึกษาความคุ้มครอง เงื่อนไข และข้อยกเว้นก่อนตัดสินใจทำประกันภัย


ข้อมูลอ้างอิง

  1. ประกันชีวิตมีกี่แบบ . สืบค้นเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2568 จาก https://www.longtunman.com/37558