การเข้าใจระบบภาษีตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นทำงานจะช่วยให้คุณวางแผนการเงินได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะการใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีจากค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น ประกันสุขภาพ ประกันชีวิต และการลงทุนในกองทุนต่าง ๆ ที่ช่วยลดภาระภาษีได้ ไม่เพียงแค่ช่วยประหยัดเงินในปีนี้ แต่ยังช่วยให้คุณสามารถสร้างความมั่นคงทางการเงินในอนาคตได้อย่างยั่งยืน

การเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุ แต่ขึ้นอยู่กับรายได้สุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน หากรายได้สุทธิต่อปีเกิน 150,000 บาท คุณจะต้องเริ่มเสียภาษีตามเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด
สำหรับผู้ที่ทำงานในบริษัทหรือหน่วยงานต่าง ๆ ภาษีจะถูกหัก ณ ที่จ่ายจากรายได้ทุกเดือน แต่หากคุณมีรายได้จากอาชีพอิสระหรือแหล่งรายได้อื่น ๆ ที่ไม่ได้หักภาษี ณ ที่จ่าย คุณต้องยื่นแบบภาษีเองในช่วงปลายปี นอกจากนี้ เมื่อหมดปีภาษีแล้ว ผู้มีรายได้ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษี เพื่อคำนวณภาษีที่ต้องชำระเพิ่มหรือคำนวณภาษีที่จ่ายเกินและทำเรื่องขอรับเงินภาษีคืนด้วย
ดังนั้น เมื่อคุณเริ่มทำงานและมีรายได้เกินเกณฑ์ที่กำหนด ก็ถึงเวลาต้องยื่นแบบภาษีและเริ่มต้นเสียภาษีตามกฎหมายของกรมสรรพากร เพื่อเป็นการปฏิบัติตามกฎหมายนั่นเอง
นอกจากจำนวนรายได้ที่เป็นเกณฑ์กำหนดว่าต้องจ่ายภาษีตอนไหนแล้ว ประเภทของภาษีเงินได้ก็เป็นสิ่งที่ผู้เพิ่งเริ่มทำงานต้องเข้าใจเช่นกัน โดยกรมสรรพากรแบ่งประเภทของภาษีเงินได้ออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่
ใช้สำหรับบุคคลที่มีรายได้จากการจ้างงาน มีเงินเดือน หรือได้รับค่าจ้างประจำ เช่น พนักงานประจำที่ได้รับเงินเดือน ค่าจ้าง หรือโบนัสจากนายจ้าง ซึ่งภาษีจะถูกหัก ณ ที่จ่ายโดยนายจ้างทุกเดือน เมื่อถึงสิ้นปี ผู้เสียภาษีจะต้องยื่นแบบภาษีเพื่อคำนวณยอดรวมรายได้และการชำระภาษีที่เหมาะสม หรือขอคืนภาษีหากมีการหักภาษีเกิน
ใช้สำหรับผู้ที่มีรายได้จากแหล่งอื่น ๆ เช่น อาชีพอิสระ ฟรีแลนซ์ หรือการประกอบธุรกิจส่วนตัว บางครั้งผู้ว่าจ้างหรือลูกค้าอาจไม่ได้มีการหักภาษี ณ ที่จ่ายเอาไว้ ดังนั้น ผู้มีรายได้ประเภทนี้ต้องยื่นแบบภาษีเองเพื่อคำนวณและชำระภาษีให้ครบถ้วน
ใช้สำหรับผู้ที่มีรายได้จากการให้เช่าทรัพย์สิน เช่น บ้าน ที่ดิน หรือคอนโดมิเนียม ซึ่งจะต้องนำเงินได้จากค่าเช่าเหล่านี้มาคิดรวมเป็นภาษีเงินได้ และเสียภาษีตามอัตราก้าวหน้าด้วย
สำหรับผู้ที่กำลังจะเริ่มต้นเสียภาษีครั้งแรก เพื่อให้วางแผนและคำนวณภาษีได้อย่างถูกต้อง ควรทำความเข้าใจก่อนว่าการคำนวณภาษีของประเทศไทย เป็นการคำนวณตามอัตราก้าวหน้า โดยมีตารางการคำนวณ ดังนี้

หากต้องเสียภาษีครั้งแรก แต่ไม่รู้ว่ามีขั้นตอนการคำนวณอย่างไร สามารถวางแผนได้ง่าย ๆ ตามขั้นตอนเหล่านี้
สำหรับเงินได้สุทธิ สามารถคำนวณได้โดยใช้สูตร “รายได้ทั้งหมด - ค่าใช้จ่ายส่วนตัว - ค่าลดหย่อนภาษี = เงินได้สุทธิ”
ส่วนการคำนวณภาษี คำนวณด้วยสูตร [(เงินได้สุทธิ - ขอบเขตบนสุดของช่วงรายได้ขั้นก่อนหน้า) × อัตราภาษี (%)] + อัตราภาษีภาษีสูงสุดที่ต้องจ่ายในช่วงก่อนหน้า = ภาษีที่ต้องจ่าย
สมมติว่านาย A มีรายได้ทั้งหมด 500,000 บาท มีค่าลดหย่อนภาษีและค่าใช้จ่ายส่วนตัวรวมกัน 100,000 บาท เท่ากับว่ามีเงินได้สุทธิ 400,000 บาท อัตราภาษีที่ต้องจ่ายอยู่ที่ 10% สามารถคำนวณภาษีที่ต้องจ่ายได้ ดังนี้ [(400,000 – 300,000) × 10%] + 7,500 = 17,500 บาท

การลดหย่อนภาษี เป็นวิธีที่ช่วยลดภาระภาษีที่ต้องจ่ายในแต่ละปีผ่านการใช้สิทธิ์ลดหย่อนที่กฎหมายกำหนด หากใครที่กำลังเพิ่งเริ่มเสียภาษีครั้งแรก และมีการวางแผนอย่างรัดกุม จะช่วยให้คุณประหยัดเงินภาษีและมีเงินไปใช้จ่ายในเรื่องจำเป็นได้อีกก้อนใหญ่แน่นอน
สามารถนำค่าใช้จ่ายส่วนตัวมาลดหย่อนภาษีได้ จำนวน 60,000 บาท เป็นค่าลดหย่อนภาษีที่ผู้มีรายได้ไม่ต้องแสดงหลักฐานเพิ่มเติม
สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการลดหย่อนภาษี ได้ที่คู่มือค่าลดหย่อนภาษีของกรมสรรพากร
ยื่นภาษีครั้งแรก หลายคนอาจจะกังวลและสับสนกับขั้นตอนการยื่นแบบออนไลน์ แต่ในความเป็นจริงแล้ว การยื่นภาษีออนไลน์ถือเป็นวิธีที่ง่ายและสะดวกที่สุด โดยมีขั้นตอน ดังนี้
เมื่อรู้แล้วว่าต้องจ่ายภาษีเมื่อไร หรืออายุเท่าไรต้องเสียภาษีบ้าง หากคุณคือ First Jobber ที่ต้องการวางแผนลดหย่อนภาษีอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการสร้างความมั่นคงทางการเงินไปพร้อม ๆ กัน เลือกประกันชีวิตลดหย่อนภาษีจากเมืองไทยประกันชีวิต (MTL) มีแผนคุ้มครองให้เลือกหลากหลาย ช่วยคุณวางแผนภาษีได้ง่ายยิ่งขึ้น เช็กเบี้ยประกันภัยเบื้องต้นและซื้อประกันออนไลน์ได้ทางเว็บไซต์ตลอด 24 ชั่วโมง
ข้อมูลอ้างอิง