ในยุคที่อิสรภาพทางการเงินเป็นเป้าหมายหลักของคนทำงาน หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า “การเกษียณก่อนกำหนด” หรือ “Early Retire” คืออะไร หากไม่อยากทำงานถึงอายุ 60 ปี ต้องมีเงินเท่าไรถึงจะพอ ? แม้การเกษียณก่อนอายุจะฟังดูเหมือนความฝัน ซึ่งหากขาดการวางแผนที่ดีก็อาจกลายเป็นความเสี่ยงทางการเงิน แต่หากมีการวางแผนที่รอบคอบ การเกษียณก่อนกำหนดโดยไม่ต้องกังวลเรื่องเงินในกระเป๋า ก็สามารถเกิดขึ้นได้จริง

การเกษียณก่อนกำหนด หรือ Early Retirement คือการตัดสินใจหยุดทำงานประจำ หรือออกจากระบบการทำงาน ก่อนถึงเกณฑ์อายุเกษียณทั่วไป ซึ่งปกติคือ 60 หรือ 65 ปี ทำให้สามารถเพลิดเพลินกับชีวิตหลังวัยทำงานได้เร็วขึ้น โดยไม่ต้องพึ่งพารายได้จากงานประจำอีกต่อไป
การเกษียณก่อนกำหนดไม่ได้หมายถึงว่าจะต้องรวยระดับพันล้าน หรือการเลือกว่าจะไม่ทำงานเลยเสมอไป บางคนอาจเลือกทำงานที่ใช้เวลาน้อยลง ทำงานอิสระ หรือทำงานจากความสนใจส่วนตัว แต่หัวใจสำคัญคือการที่ไม่จำเป็นต้อง “ทำงานเพื่อความอยู่รอดทางการเงิน” อีกต่อไป ซึ่งต้องผ่านการเตรียมตัวที่ดีและมีการวางแผนทางการเงินอย่างรอบคอบ
แนวคิดการเกษียณก่อนอายุได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะคนทำงานเริ่มให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตมากกว่าการทำงานยาวนานเพียงเพื่อรอเงินบำนาญในช่วงบั้นปลาย จึงเลือกเส้นทางชีวิตที่คุ้มค่ากว่า ซึ่งมีข้อดีที่น่าสนใจ ดังนี้
นี่คือเหตุผลที่สำคัญที่สุด เพราะ “เวลา” เป็นทรัพยากรที่ซื้อคืนไม่ได้ การเกษียณตั้งแต่อายุ 40 หรือ 50 ปี จะช่วยให้มีช่วงเวลา Golden Years หรือยุคทองของชีวิต โดยไม่ต้องผูกติดกับปัจจัยทางการเงินได้ยาวนานขึ้น ทำให้มีเวลาอยู่กับครอบครัว เดินทางรอบโลก หรือเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ
สุขภาพจิตเป็นเรื่องสำคัญ การหลุดพ้นจากสภาวะความกดดันในที่ทำงาน การเมืองในองค์กร หรือการเร่งรีบในชั่วโมงเร่งด่วน จะช่วยให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
หลายคนมีความฝันที่ถูกพับเก็บไว้เพราะต้องทำงาน การเกษียณก่อนกำหนดคือการเปิดลิ้นชักความฝันนั้นออกมา ไม่ว่าจะเป็นการทำสวน เปิดร้านกาแฟขนาดเล็ก หรือทำงานอาสาสมัคร โดยไม่ต้องเอาปัจจัยเรื่องรายได้มาเป็นตัวตั้งต้น
เพิ่มโอกาสใช้ชีวิตตามฝัน เริ่มออมกับประกันเกษียณ เพื่อรับเงินบำนาญเป็นรายได้หลังเกษียณ
เมื่อตัดสินใจจะลาออกก่อนกำหนด สิ่งที่ควรทราบคือ “สิทธิประโยชน์” ที่พึงได้ เพื่อนำมาเป็นเงินทุนตั้งต้นในการวางแผนการเงิน ดังนี้
สำหรับพนักงานบริษัทที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ นี่คือขุมทรัพย์สำคัญ โดยเมื่อลาออกก็จะได้รับเงินในส่วนที่สะสมเอง เงินสมทบจากนายจ้าง รวมถึงผลประโยชน์จากการลงทุน อย่างไรก็ตาม หากลาออกก่อนอายุ 55 ปี หรืออายุงานและสถานะสมาชิกภาพไม่ถึง 5 ปี เงินที่ได้ต้องนำไปรวมคำนวณเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จึงควรตรวจสอบเงื่อนไขทางภาษีให้ดี เพื่อไม่ให้เสียสิทธิประโยชน์
แม้จะเกษียณก่อนอายุ 55 ปี แต่หากผู้ประกันตนส่งเงินสมทบครบตามเงื่อนไข ก็สามารถขอรับเงินชราภาพเป็นเงินบำเหน็จ (เงินก้อน) หรือบำนาญ (รายเดือน) เมื่อถึงเกณฑ์อายุที่กำหนด โดยจำนวนเงินที่ได้จะขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่ส่งเงินสมทบ
หากลาออก หรือเกษียณตามเงื่อนไขของนายจ้าง บางกรณีอาจได้รับค่าชดเชยตามอายุงาน ขึ้นอยู่กับนโยบายขององค์กรและประเภทการสิ้นสุดสัญญา ซึ่งอาจมีมูลค่าสูงถึง 400 วันสำหรับผู้ที่ทำงานมานานกว่า 20 ปี
การวางแผนทางการเงินที่ดีสามารถช่วยลดภาระภาษี ทั้งในช่วงก่อนและหลังเกษียณ ผ่านเครื่องมืออย่างกองทุนเพื่อการเกษียณ หรือประกันบำนาญ
สมัครประกันบำนาญ เพื่อรับสิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษี

การจะเกษียณก่อนกำหนดอย่างมีความสุข ไม่ใช่แค่การลาออกแล้วจบไป แต่ต้องมีการเตรียมความพร้อมผ่านขั้นตอนดังนี้
หัวใจของการเกษียณก่อนกำหนดคือการรู้ว่า “ต้องใช้เงินเท่าไรต่อเดือน ?” โดยควรรวมค่าใช้จ่ายพื้นฐาน ค่ารักษาพยาบาล ค่าเดินทาง รวมเงินเผื่อเหตุฉุกเฉิน เพื่อประเมินเงินก้อนที่ต้องมีอย่างสมเหตุสมผล ซึ่งในปัจจุบันมีเครื่องมือคำนวณออนไลน์ที่จะช่วยให้การวางแผนการเงินสำหรับวัยเกษียณเป็นไปอย่างง่ายดาย เพียงกรอกข้อมูลส่วนตัว เช่น อายุ รายจ่ายที่ต้องการใช้หลังเกษียณ เป้าหมายเกษียณ ระบบก็จะช่วยคำนวณว่าต้องออมเงินเท่าไรต่อเดือนเพื่อบรรลุเป้าหมายที่วางไว้
การมีเงินก้อนเพียงอย่างเดียวมีความเสี่ยง ควรจัดสรรเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ที่สร้างรายได้สม่ำเสมอ เช่น
สิ่งที่จะทำลายแผนเกษียณได้เร็วที่สุดคือ ค่ารักษาพยาบาล การมีประกันสุขภาพและประกันบำนาญจึงเป็นหัวใจสำคัญ ในวัยที่อายุมากขึ้น โรคภัยไข้เจ็บมักมาเยือนโดยไม่บอกกล่าว หากไม่มีสวัสดิการพนักงานแล้ว การมีประกันสุขภาพและประกันเกษียณ หรือประกันบำนาญจึงเป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้ โดยเฉพาะประกันเกษียณ ที่ช่วยได้ถึง 2 ต่อ คือช่วยสร้างเงินบำนาญที่แน่นอนแ ละช่วยลดภาระภาษีในระหว่างที่ยังมีรายได้สูง ช่วยให้แผนการออมเงินมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ดูรายละเอียดแผนประกันบำนาญจากเมืองไทยประกันชีวิต (MTL)
การเกษียณก่อนกำหนดไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นเรื่องของการวางแผน หากเตรียมตัวเร็วก็จะมีเวลาในการใช้ชีวิตอิสระได้นานขึ้น อย่าปล่อยให้อายุที่เพิ่มขึ้นมาเป็นตัวกำหนดความสุข สำหรับใครที่กำลังมองหาเครื่องมือช่วยออมเงินเพื่อการเกษียณที่การันตีเงินได้แน่นอน พร้อมตัวช่วยบริหารภาษีในแต่ละปี การเลือกทำประกันเกษียณ ลดหย่อนภาษี จากเมืองไทยประกันชีวิต (MTL) คือคำตอบที่คุ้มค่าที่สุด
เลือกแบบประกันบำนาญที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และได้รับการออกแบบมาให้วางแผนเกษียณได้อย่างยืดหยุ่น ชำระเบี้ยฯ สั้น รับเงินคืนระยะยาว เริ่มต้นวางแผนวันนี้ เพื่ออนาคตที่เลือกได้เอง !
ข้อมูลอ้างอิง
A : ไม่เสียสิทธิในส่วนของเงินสะสมและสมทบ แต่หากอายุงาน หรืออายุตัว ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขสรรพากร เช่น อายุไม่ถึง 55 ปี หรือเป็นสมาชิกไม่ครบ 5 ปี เงินที่ได้รับจะต้องนำไปคำนวณเพื่อเสียภาษีรายได้บุคคลธรรมดา จึงควรตรวจสอบแผนการคงเงินในกองทุน หรือโอนย้ายไปยัง RMF เพื่อสิทธิประโยชน์สูงสุด
A : สามารถยื่นเรื่องขอรับเงินบำเหน็จ หรือบำนาญชราภาพได้เมื่อมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์และสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนแล้วเท่านั้น โดยประวัติเงินสมทบจะถูกบันทึกไว้ในระบบเพื่อนำไปคำนวณเงินบำนาญให้เมื่ออายุครบเกณฑ์ ดังนั้น ในช่วงที่เกษียณก่อนถึงอายุ 55 ปี จึงจำเป็นต้องมีเงินออมส่วนตัว หรือรายได้จากแหล่งอื่นรองรับ
A : สูตรเบื้องต้นที่สะดวกที่สุดสำหรับคนที่ไม่ชอบเรื่องการลงทุนที่ซับซ้อน คือการนำค่าใช้จ่ายรายปีมาคูณด้วยจำนวนปีที่คาดว่าจะมีชีวิตอยู่หลังเกษียณ ที่สำคัญอย่าลืมบวกอัตราเงินเฟ้อประมาณ 3% เข้าไปด้วย เพราะเงิน 50,000 บาทในวันนี้ อาจมีมูลค่าลดลงเหลือเพียงครึ่งเดียวในอีก 20 ปีข้างหน้า จึงมีสูตรคำนวณ = (ค่าใช้จ่ายรายปี X จำนวนปีที่จะใช้เงินหลังเกษียณ) + 3% ซึ่งจะทำให้เห็นตัวเลขชัดเจนว่าต้องมีเงินเท่าไรถึงจะอุ่นใจ
A : วิธีที่ง่ายที่สุด คือการออมอัตโนมัติ โดยหักเงิน 10-15% ของรายได้ทุกเดือนเข้าบัญชีฝากประจำ หรือเลือกทำประกันบำนาญ ที่เปรียบเหมือนการบังคับออมเงิน ข้อดีคือคุณจะรู้ยอดเงินที่จะได้รับคืนที่แน่นอนในอนาคตและไม่ต้องคอยกังวลกับการบริหารความเสี่ยงในการลงทุนด้วยตัวเอง