มี.ค. 2569

อาการออฟฟิศซินโดรม ปวดคอบ่าไหล่เรื้อรัง แก้ไขอย่างไร ?

หลายคนอาจคิดว่าอาการปวดเมื่อยเล็กน้อยหลังทำงานเป็นเพียงความเหนื่อยล้าชั่วคราว แต่แท้จริงแล้ว อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคออฟฟิศซินโดรม ภาวะที่เกิดจากการใช้งานกล้ามเนื้ออย่างไม่ถูกต้องเป็นประจำจนเกิดการอักเสบเรื้อรัง ซึ่งหากปล่อยไว้นานโดยไม่รักษา อาจพัฒนาเป็นอาการเรื้อรังที่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันได้ การรู้เท่าทันอาการและหาวิธีรักษาตั้งแต่เริ่มคือสิ่งจำเป็นที่ไม่ควรมองข้าม
บทความนี้.. มีอะไรบ้าง


โรคออฟฟิศซินโดรมเกิดจากอะไร ?

"ออฟฟิศซินโดรม" (Office Syndrome) เป็นกลุ่มอาการที่ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค แต่เกิดจากพฤติกรรมการทำงาน หรือท่าทางที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งส่งผลกระทบต่อกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น เส้นประสาท และกระดูกอย่างต่อเนื่อง โดยสาเหตุหลักของโรคนี้คือ การใช้งานร่างกายผิดท่าเป็นเวลานาน ร่วมกับปัจจัยเสริมอื่น ๆ ที่เร่งให้เกิดการอักเสบเรื้อรังตามมา


พฤติกรรมเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคออฟฟิศซินโดรม

  1. นั่งทำงานนานโดยไม่เปลี่ยนอิริยาบถ : การนั่งท่าเดิมนานกว่า 6-8 ชั่วโมง ทำให้กล้ามเนื้ออยู่ในภาวะเกร็งค้าง (Static Posture) จนเกิดการสะสมของของเสียและอาการปวดตามมา
  2. โต๊ะและเก้าอี้ไม่ถูกหลักสรีรศาสตร์ : การจัดวางอุปกรณ์ที่ไม่เหมาะสม เช่น จอคอมพิวเตอร์ต่ำหรือสูงเกินไป ทำให้คอต้องก้มหรือเงย ส่งผลให้เกิดการเกร็งกล้ามเนื้อคอและบ่า
  3. ท่าทางการใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีที่ไม่เหมาะสม : การใช้โทรศัพท์มือถือเป็นเวลานานในท่าก้มคอ หรือการใช้เมาส์โดยไม่มีที่รองข้อมือ ทำให้เกิดอาการปวดและชาบริเวณข้อมือ (Carper Tunnel Syndrome)
  4. ความเครียดสะสม : ความเครียดทางอารมณ์ทำให้เกิดการหดเกร็งของกล้ามเนื้อโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะบริเวณบ่าและไหล่ ซึ่งเร่งให้เกิดอาการออฟฟิศซินโดรมเร็วขึ้น


เช็กสัญญาณออฟฟิศซินโดรม อาการที่พบบ่อย

การรู้ว่าออฟฟิศซินโดรมมีอาการเป็นอย่างไร จะช่วยให้คุณเริ่มการรักษาได้อย่างทันท่วงที โดยสัญญาณที่โดดเด่นด้านอาการของโรคนี้ คือ “อาการปวดตึง” แต่จะกระจายไปตามส่วนต่าง ๆ ตั้งแต่ศีรษะ จนถึงปลายนิ้ว และมักเป็นอาการปวดที่ไม่หายขาด แม้จะพักผ่อนหรือนวดคลายเส้นแล้วก็ตาม


อาการทางกายภาพที่บ่งชี้

  1. ปวดเมื่อยต้นคอ ไหล่ สะบัก หรือหลัง : เป็นอาการที่พบบ่อยที่สุด โดยเฉพาะอาการปวดตึงที่สะบัก ซึ่งเกิดจากการเกร็งของกล้ามเนื้อ Trapezius และ Rhomboid
  2. ปวดศีรษะ ตาพร่า จากการใช้สายตาและกล้ามเนื้อคอร่วมกัน : อาการปวดศีรษะมักเป็นแบบปวดตึง ๆ (Tension Headache) ที่ลามมาจากคอ เนื่องจากกล้ามเนื้อคอที่เกร็งไปดึงรั้งเส้นประสาทที่ศีรษะ
  3. ปวดเอว หรือมีอาการตึงหลัง : มักเกิดจากการนั่งหลังค่อม หรือเก้าอี้ไม่รองรับส่วนโค้งของหลังส่วนล่าง ทำให้เกิดแรงกดทับต่อหมอนรองกระดูกสันหลัง
  4. ชา แขน ขา หรือปลายนิ้ว : อาการชาเกิดจากการกดทับเส้นประสาทบริเวณคอ หรือข้อมือ หากเป็นที่ข้อมือมักมีอาการชาและปวดตอนกลางคืน


ผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต

  1. นอนไม่หลับ : อาการปวดเรื้อรังรบกวนการนอนหลับ ทำให้ผู้ป่วยตื่นกลางดึกหรือนอนหลับไม่สนิท
  2. เหนื่อยง่าย สมาธิลดลง : คุณภาพการนอนที่แย่ลงและความปวดที่รบกวนสมาธิ ส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานและการใช้ชีวิตโดยรวมลดลงอย่างมาก


ออฟฟิศซินโดรม รักษาหายไหม และต้องทำอย่างไร ?

สามารถ "หายได้" หากได้รับการรักษาออฟฟิศซินโดรมอย่างถูกต้อง และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตอย่างจริงจัง โดยการรักษาที่ดีควรจะต้องครอบคลุมและทำควบคู่กันไปในหลาย ๆ ด้าน ดังนี้



แนวทางการรักษาออฟฟิศซินโดรม

  1. ปรับท่านั่งและสภาพแวดล้อมการทำงาน : เป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ควรปรับระดับความสูงของเก้าอี้ โต๊ะ และจอคอมพิวเตอร์ให้อยู่ในระดับสายตาตามหลักสรีรศาสตร์
  2. ทำกายภาพบำบัด : นักกายภาพบำบัดจะช่วยวินิจฉัยและออกแบบการออกกำลังกายที่เหมาะสม เพื่อยืดและเสริมสร้างกล้ามเนื้อที่อ่อนแอ รวมถึงใช้เครื่องมือทางกายภาพ เช่น อัลตราซาวนด์ หรือเลเซอร์ลดปวด
  3. นวดบำบัดและอบอุ่นร่างกาย : การนวดโดยผู้เชี่ยวชาญจะช่วยคลายปมกล้ามเนื้อที่เกร็งค้าง (Trigger Points) และเพิ่มการไหลเวียนของเลือด ส่วนการประคบร้อนจะช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย
  4. ออกกำลังกายเฉพาะส่วน : การออกกำลังกายแบบยืดเหยียด และการเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว (Core Muscle) เป็นสิ่งที่ต้องทำเป็นประจำ เพื่อให้กล้ามเนื้อมีความยืดหยุ่นและแข็งแรงทนทานต่อการนั่งนาน
  5. การรักษาด้วยยาและแพทย์เฉพาะทาง : ในกรณีที่มีอาการอักเสบรุนแรง แพทย์อาจพิจารณาให้ยาคลายกล้ามเนื้อ หรือยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตอรอยด์ (NSAIDs) เพื่อบรรเทาอาการปวด


วิธีป้องกันโรคออฟฟิศซินโดรมในชีวิตประจำวัน

การป้องกันย่อมดีกว่าการรักษาเสมอ การปรับพฤติกรรมเล็กน้อยในแต่ละวันสามารถป้องกันการเกิดโรคออฟฟิศซินโดรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ


  1. ลุกเดินยืดเส้นทุก 30-60 นาที : ใช้หลัก 20-20-20 ได้แก่ พักสายตาทุก 20 นาที มองไกล 20 ฟุต (ราว ๆ 6 เมตร) เป็นเวลานาน 20 วินาที ควบคู่ไปกับการลุกเดิน หรือยืดเส้นยืดสายสั้น ๆ
  2. ยืดกล้ามเนื้อคอและไหล่วันละ 5-10 นาที : ทำท่าบริหารกล้ามเนื้อคอและไหล่ เช่น การเอียงคอ การหมุนไหล่ เพื่อลดความตึงเครียดของกล้ามเนื้อ
  3. ใช้โต๊ะและเก้าอี้ทำงานที่เหมาะกับสรีระ : เลือกเก้าอี้ที่มีตัวรองรับหลังส่วนล่าง และปรับระดับความสูงให้ข้อศอกตั้งฉากกับโต๊ะได้
  4. ดื่มน้ำให้เพียงพอ : การดื่มน้ำช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดี และช่วยหล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อและข้อต่อให้ใช้งานได้อย่างราบรื่น
  5. ออกกำลังกายเป็นประจำ : การออกกำลังกายแบบแอโรบิกและการฝึกความแข็งแรง ช่วยเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อโดยรวม ทำให้ร่างกายทนทานต่อความเมื่อยล้าได้ดีขึ้น


วางแผนดูแลสุขภาพอย่างรัดกุม ด้วยความคุ้มครองจากเมืองไทยประกันชีวิต

โรคออฟฟิศซินโดรมอาจดูเหมือนเรื่องเล็ก แต่หากปล่อยไว้นานสามารถกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่เรื้อรังและใช้เวลารักษานาน ! ซึ่งการรักษาด้วยวิธีกายภาพบำบัด หรือการทำ Shock Wave อาจมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าที่คิด เพื่อความอุ่นใจ ลองเลือกประกันสุขภาพ OPD จากเมืองไทยประกันชีวิต (MTL) ที่ให้ความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลแบบผู้ป่วยนอก ครอบคลุมทั้งการพบแพทย์ ตรวจวินิจฉัย ไปจนถึงรับยา ช่วยให้สามารถดูแลสุขภาพได้อย่างมั่นใจทุกวัน เลือกแผนประกันที่ใช่และซื้อได้ทันทีที่เว็บไซต์ของเรา


ข้อมูลอ้างอิง

  1. ออฟฟิศซินโดรม โรคน่ากลัวของคนวัยทำงาน. สืบค้นเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 จาก https://www.rama.mahidol.ac.th/ramachannel/article/ออฟฟิศซินโดรม-โรคน่ากลั/.

หมวดหมู่ :
สุขภาพ
ดูบทความอื่นที่เกี่ยวข้อง :
ประกันสุขภาพ opd