ด้วยเหตุนี้ หลายคนจึงเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของการมี “วิธีออมเงินเก็บสำรองไว้ใช้ยามฉุกเฉิน” มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มมนุษย์เงินเดือน ที่แม้จะมีรายได้ประจำ แต่ก็มีรายจ่ายไม่น้อยไปกว่ากัน การเตรียมพร้อมจึงเปรียบเสมือนเกราะป้องกันที่มั่นคงที่สุดสำหรับชีวิตเราในทุกสถานการณ์

เงินสำรองฉุกเฉิน คือ เงินก้อนที่ตั้งใจเก็บไว้เพื่อใช้ในสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน เช่น การเจ็บป่วยอย่างกะทันหัน อุบัติเหตุ หรือเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อรายได้ของเรา เหตุการณ์เหล่านี้อาจเกิดขึ้นได้กับทุกคน และหากเราไม่เตรียมความพร้อมล่วงหน้า อาจต้องพึ่งพาการกู้ยืมเงิน หรือดึงเงินเก็บระยะยาวมาใช้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อแผนการเงินและเป้าหมายในอนาคตได้
แม้ว่าหลายคนจะมีประกันสุขภาพอยู่แล้ว แต่ก็ยังมีโอกาสที่ค่ารักษาบางส่วนจะอยู่นอกเหนือความคุ้มครอง เช่น ค่ายาพิเศษ ค่าห้องเดี่ยว หรือค่ารักษาทางเลือกบางประเภท เงินสำรองฉุกเฉินจึงเป็นตัวช่วยสำคัญที่จะทำให้คุณสามารถตัดสินใจเลือกการรักษาที่ดีที่สุดได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย
เหตุการณ์อย่างเครื่องใช้ไฟฟ้าเสีย น้ำรั่วจากหลังคา หรือรถเสียระหว่างเดินทาง ล้วนเป็นเรื่องที่ต้องใช้เงินทันที หากคุณไม่มีเงินสำรอง อาจต้องหันไปใช้บัตรเครดิตหรือกู้เงิน ซึ่งอาจนำไปสู่ภาระดอกเบี้ยที่ไม่จำเป็นในอนาคต
ในกรณีที่คุณตกงานกะทันหันหรือรายได้ลดลงแบบไม่ทันตั้งตัว เงินสำรองฉุกเฉินจะช่วยพยุงการดำรงชีวิตในช่วงเปลี่ยนผ่าน เช่น ค่าที่อยู่อาศัย ค่าอาหาร ค่าใช้จ่ายประจำวัน หรือค่าเลี้ยงดูครอบครัว ทำให้คุณมีเวลาปรับตัวหรือหางานใหม่ได้โดยไม่เครียดเรื่องการเงินมากจนเกินไปนัก
โดยทั่วไป ผู้เชี่ยวชาญทางการเงินแนะนำว่าควรมีเงินสำรองฉุกเฉินอย่างน้อย 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือน เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างต่อเนื่องในกรณีฉุกเฉิน โดยไม่ต้องพึ่งพาเงินกู้หรือหยิบยืมจากคนรอบข้าง
ตัวอย่างเช่น หากคุณมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเดือนละ 20,000 บาท ควรมีเงินสำรองอยู่ระหว่าง 60,000-120,000 บาท ซึ่งเพียงพอต่อการใช้จ่ายในช่วงเวลา 3-6 เดือนของวิกฤตที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา
อย่างไรก็ตาม หากคุณเพิ่งเริ่มต้นวางแผนการเงิน อาจยังไม่สามารถเก็บเงินจำนวนมากได้ในทันที คุณสามารถเริ่มจากการออม 10% ของรายได้ต่อเดือน และเมื่อสถานะการเงินมั่นคงมากขึ้น คุณอาจค่อย ๆ เพิ่มเป็น 15-20% ตามกำลังของตัวเอง โดยการออมอย่างสม่ำเสมอ แม้จะเริ่มจากจำนวนน้อย ก็ยังดีกว่าการรอจนสามารถเก็บเงินก้อนใหญ่ในครั้งเดียว
สำหรับมนุษย์เงินเดือนที่อยากสร้างวินัยในการออม เรามี 5 เทคนิคง่าย ๆ มาแนะนำ รับรองว่าเก็บเงินได้จริงและยังใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข
แนวทางนี้จะแบ่งรายได้ออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่
การใช้สูตรนี้จะช่วยให้คุณบริหารจัดการรายได้อย่างสมดุล ไม่ต้องตัดทอนความสุขในการใช้ชีวิต และยังสามารถออมเงินได้ในขณะเดียวกัน
หนึ่งในข้อผิดพลาดที่หลายคนมักทำคือ รอให้เหลือเงินก่อนจึงค่อยออม ซึ่งมักจะทำให้ “ไม่ได้ออมเลย” ดังนั้น เมื่อเงินเดือนเข้าบัญชี ควรหักเงินออมออกก่อนทันที เช่น โอนเข้าบัญชีออมทรัพย์อีกบัญชีหนึ่ง หรือใช้บริการฝากประจำอัตโนมัติ วิธีนี้จะช่วยให้เงินออมค่อย ๆ เติบโตโดยไม่กระทบกับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
เพื่อป้องกันการใช้เงินเกินความจำเป็น แนะนำให้คุณเปิดบัญชีเฉพาะสำหรับเงินเก็บและไม่ควรผูกบัญชีนั้นกับบัตร ATM หรือแอปพลิเคชันโอนเงินออนไลน์ เพราะยิ่งเข้าถึงเงินได้น้อยเท่าไร ก็ยิ่งมีแนวโน้มที่คุณจะรักษาเงินก้อนนั้นไว้ได้นานเท่านั้น
การออมที่ไม่มีเป้าหมายอาจทำให้รู้สึกเบื่อและล้มเลิกได้ง่าย ดังนั้น แนะนำให้ลองตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน เช่น ออมให้ได้ 100,000 บาทภายใน 1 ปี หรือเก็บเงินสำหรับทริปต่างประเทศปีหน้า การมีเป้าหมายชัดจะช่วยสร้างแรงจูงใจ ทำให้คุณมีพลังในการออมต่อเนื่อง และรู้สึกภูมิใจเมื่อบรรลุเป้าหมาย
ปัจจุบันมีแอปพลิเคชันมากมายที่ช่วยให้การออมเงินเป็นเรื่องง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแอปฯ บันทึกรายรับรายจ่าย แอปฯ วางแผนงบประมาณ หรือแอปฯ ช่วยติดตามพฤติกรรมการใช้เงิน โดยแอปฯ เหล่านี้จะช่วยให้คุณเห็นภาพรวมของการใช้เงินในแต่ละวัน และสามารถวางแผนการออมได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น

การออมเงินสำหรับยามฉุกเฉินเป็นเพียงก้าวแรกของการสร้างความมั่นคงในชีวิต แต่หากคุณต้องการเพิ่มพลังการออมให้มีทั้งความคุ้มครองและผลตอบแทนที่แน่นอน การเลือกประกันออมทรัพย์จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ไม่ควรมองข้าม
เมืองไทยประกันชีวิต (MTL) นำเสนอแผนประกันออมทรัพย์ที่หลากหลาย ตอบโจทย์ทั้งผู้ที่ต้องการออมระยะสั้น และผู้ที่ต้องการออมเงินก้อนเพื่อเป้าหมายในอนาคต โดยทุกแผนมาพร้อมสิทธิประโยชน์ครบครัน ไม่ว่าจะเป็น
เพราะทุกก้าวของการวางแผนอนาคต เริ่มต้นได้ตั้งแต่วันนี้ สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเมืองไทยประกันชีวิต พร้อมกดซื้อประกันออมทรัพย์ออนไลน์ได้สะดวก ตลอด 24 ชั่วโมง
ข้อมูลอ้างอิง